คู่มือเลือกซื้อ: กีต้าร์โปร่งมือสอง สภาพดี ดูยังไง ไม่ให้โดนย้อมแมว
การซื้อ "กีต้าร์โปร่งมือสอง" เป็นทางเลือกที่คุ้มค่า ได้ไม้ที่แห้งงวดให้เสียงเปิด และได้สเปกคุ้มราคา แต่จะเช็กอย่างไรให้ได้ของดี ไม่มีตำหนิซ่อนเร้น? มาดูวิธีตรวจเช็กอย่างมืออาชีพกันครับ
ตลาดกีต้าร์มือสองมีเสน่ห์เสมอ เพราะนอกจากจะได้ราคาที่ประหยัดลงจากมือหนึ่ง 20% - 50% แล้ว กีต้าร์โปร่งที่ผ่านการเล่นมาสักระยะ ไม้ตัวบอร์ดี้มักจะ "เปิดเสียง" (Sound Open) ทำให้ได้โทนเสียงที่กังวานกว่ากีต้าร์ใหม่ แต่ความท้าทายคือ "เราจะดูสภาพอย่างไรว่ายังสมบูรณ์ดี?"
วันนี้เราสรุป 5 จุดเช็กสำคัญที่คุณสามารถทำตามได้ง่ายๆ แม้จะเป็นมือใหม่ก็ดูออก!
1เช็กโครงสร้างบอร์ดี้ (Body) และไม้หน้า
ไม้หน้าคือหัวใจของกีต้าร์โปร่ง จุดนี้ต้องสังเกตเป็นพิเศษเพราะรับแรงดึงจากสายกีต้าร์ตลอดเวลา:
- ท้องป่อง (Belly Bulge): ลองส่องดูไม้หน้าบริเวณหลังบริดจ์ (หย่องล่าง) ว่านูนป่องขึ้นมาจนผิดปกติหรือไม่ หากนูนเล็กน้อยตามธรรมชาติถือว่าปกติ แต่ถ้านูนมากจนสะพานสายเอียง แสดงว่าโครงสร้างด้านใน (Bracing) อาจมีปัญหา
- บริดจ์เผยอ (Bridge Lifting): นำนามบัตรหรือกระดาษแข็งแผ่นบางๆ ลองเสียบเข้าไปใต้ฐานบริดจ์ หากเสียบเข้าไปได้ แสดงว่ากาวเริ่มเสื่อมและบริดจ์กำลังจะหลุด
- รอยแตกร้าว (Cracks): แยกให้ออกระหว่าง "รอยแลคเกอร์ราด" (Finish Crack) ที่เป็นแค่รอยผิวภายนอก กับ "รอยไม้แตก" (Wood Crack) ที่ทะลุลงไปในเนื้อไม้ หากไม้แตกบริเวณไม้หน้าหรือไม้หลัง อาจต้องเสียเงินซ่อมแซมใหญ่
2ตรวจสอบคอกีต้าร์และระดับสาย (Neck & Action)
คอกีต้าร์ที่ดีจะทำให้เราเล่นง่าย ไม่เจ็บนิ้ว และเสียงไม่พร่ามัว:
- มองส่องความตรงของคอ: ยกกีต้าร์ขึ้นส่องจากทางหัวกีต้าร์มองย้อนไปทางลำตัว คอกีต้าร์ควรจะตรง หรือมีโค้งแอ่นเล็กน้อยมากๆ (Relief) ต้องไม่คอโก่งเป็นคันศร หรือคอตกแอ่นไปด้านหลัง
- ระยะความสูงสาย (Action): วัดระยะห่างระหว่างสายกับเฟรตที่ 12 ควรอยู่ที่ประมาณ 2.0 - 2.5 มิลลิเมตร หากสูงเกินไปจะกดเจ็บนิ้ว หากต่ำเกินไปสายจะตีเฟรตเกิดเสียงแซ๊ก (Buzzing)
- แกนปรับคอ (Truss Rod): สอบถามผู้ขายว่าเหล็กไขคอยังหมุนปรับได้ไหม หากหมุนจนสุดแล้ว (Truss rod stripped) จะไม่สามารถปรับแต่งคอได้อีกในอนาคต
3เช็กสภาพเฟรต (Frets) และลูกบิด (Tuning Pegs)
อะไหล่เล็กๆ เหล่านี้มีผลต่ออารมณ์การเล่นและการตั้งสายอย่างมาก:
- ร่องเฟรตสึก: ตรวจดูเฟรตช่วง 1-5 ว่ามีร่องบุ๋มจากการกดสายหนักๆ หรือไม่ หากบุ๋มลึกมาก เวลาเล่นอาจเกิดเสียง Buzzing และต้องเสียเงิน "รีเฟรต" (Refret) ใหม่
- ขอบเฟรตคม: ลองเอามือลูบข้างคอกีต้าร์ ขอบเฟรตต้องไม่ยื่นออกมาบาดมือ
- ลูกบิดตั้งสาย: หมุนลูกบิดทุกตัว ดูว่าหมุนได้ลื่นไหล ไม่ติดขัด และสามารถกักเก็บสายได้แน่นหนา ไม่คลายสายเอง
4ทดสอบระบบไฟฟ้า (สำหรับกีต้าร์โปร่งไฟฟ้า)
หากกีต้าร์โปร่งมือสองตัวนั้นมี ภาคไฟฟ้า (Pickup/Preamp) ติดตั้งมาด้วย อย่าลืมทดสอบจุดเหล่านี้:
- ลองเสียบสายเข้ากับแอมป์ แล้วหมุนปรับ Knob/Preamps ทุกปุ่ม ดูว่ามีเสียงสวิตช์ดัง "แคร็กๆ" หรือไม่
- เช็กความดังของแต่ละสาย (String Balance) ว่าดังเท่ากันทุกสายหรือไม่ โดยเฉพาะระบบ Piezo ใต้ saddle
- ตรวจดูช่องใส่แบตเตอรี่ว่าไม่มีคราบเกลือหรือคราบกรดจาก 건전지 (แบตเตอรี่) เก่ารั่วซึม
5ทดลองดีดจริงเพื่อฟังเสียง (Sound & Playability)
เมื่อเช็กสภาพภายนอกผ่านแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการ "ลองเล่นจริง":
- ดีดทีละเฟรต: ไล่นิ้วดีดตั้งแต่เฟรตที่ 1 ถึงเฟรตข้างในสุด เพื่อเช็กว่ามีเฟรตไหนเสียงติด Buzz หรือไม่
- ฟัง Sustain (เสียงกังวาน): ลองตีคอร์ดแรงๆ แล้วปล่อยให้เสียงค้างไว้ กีต้าร์ที่ดี ไม้แห้ง สภาพสมบูรณ์ เสียงจะกังวานยาวนาน (Sustain ยาว)
- ความสบายในการจับ: ทรงกีต้าร์ (Dreadnought, GA, Orchestra) และขนาดคอเข้ากับมือคุณหรือไม่
สรุป checklist ก่อนจ่ายเงินซื้อกีต้าร์มือสอง
เพื่อความมั่นใจ ให้ถามตัวเองด้วย 4 ข้อนี้:
- ไม้หน้าไม่ป่องลึก บริดจ์ไม่เผยอ?
- คอตรง ไม่หักซ่อม เหล็กไขคอยังใช้งานได้?
- เฟรตไม่สึกจนเล่นไม่ได้ สายไม่อยู่สูงเกินไป?
- ได้ทดลองเล่นแล้วชอบทั้งสัมผัส (Feel) และโทนเสียง (Tone)?
หากเช็กครบทุกข้อแล้วผ่านหมด ก็นับว่าคุณเจอ "กีต้าร์โปร่งมือสองสภาพดี" ที่พร้อมจะอยู่เป็นคู่หูตัวใหม่ของคุณแล้วครับ! แนะนำว่าหากเป็นไปได้ ควรนัดเจอผู้ขายเพื่อลองสินค้าจริง ดีกว่าการสั่งซื้อออนไลน์แบบไม่ได้จับตัวจริงครับ