เจาะลึกกีต้าร์ Greven: มีกี่รุ่น กี่ทรง ทำไมถึงเป็นกีต้าร์ในฝันของนัก Fingerstyle
หากพูดถึงกีต้าร์โปร่งแฮนด์เมดระดับตำนานที่นักเล่นสาย Fingerstyle ทั่วโลกต่างใฝ่ฝันอยากมีไว้ครอบครอง ชื่อของ Greven Guitars ที่สร้างสรรค์โดยช่างทำกีต้าร์ระดับครูอย่าง John Greven (จอห์น เกรเวน) จะต้องติดอยู่ในอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในฝั่งเอเชียอย่างประเทศญี่ปุ่นและไทยที่กีต้าร์แบรนด์นี้ได้รับความนิยมสูงมากจากการใช้เล่นของมือกีต้าร์ระดับโลกอย่าง Kotaro Oshio
สำหรับใครที่กำลังสนใจและอยากรู้ว่า "กีต้าร์ Greven มีกี่รุ่น กี่ทรง" บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกถึงโครงสร้าง ทรงกีต้าร์ และรุ่นยอดนิยมของ Greven กันครับ
กีต้าร์ Greven มีกี่ทรง (Body Shapes) ?
เนื่องจาก Greven เป็นกีต้าร์ประเภท Custom Handbuilt ช่าง John Greven จึงได้สร้างสรรค์ทรงกีต้าร์ไว้หลากหลาย โดยอิงจากรูปทรงคลาสสิกของ Vintage Martin และ Vintage Gibson แต่นำมาปรับจูนโทนเสียงและสเปกตามแบบฉบับของตัวเอง ซึ่งทรงหลักๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Greven มีดังนี้:
1. ทรง F Body (Small Jumbo / Grand Concert) ยอดฮิต
ทรงที่เป็นเอกลักษณ์สูงสุดของ Greven และเป็นทรงสร้างชื่อที่ทำให้คนรู้จักทั่วโลก (เนื่องจาก Kotaro Oshio ใช้ทรงนี้เป็นหลัก) ตัวบอดี้จะมีความโค้งมน ช่วงเอวคอด เสียงพุ่ง กังวาน ให้เบสที่ลึกและแหลมที่ใสสะอาด เหมาะกับการเล่น Fingerstyle เป็นอย่างมาก
2. ทรง D Body (Dreadnought)
ทรงดั้งเดิมสไตล์ Martin D-28/D-18 แต่ John Greven ได้นำมาปรับให้ตอบสนองต่อการสัมผัส (Touch Response) ได้ดีขึ้น ให้เสียงที่ทรงพลัง ทุ้มหนา เหมาะทั้งการตีคอร์ดและการเล่น Fingerstyle ที่ต้องการพลังเสียง
3. ทรง OM / OOO Body
ทรงบอดี้ขนาดกลางยอดนิยมของสาย Fingerstyle มีขนาดกะทัดรัดกว่าทรง D ให้สมดุลของเสียง (Balance) แต่ละสายดีเยี่ยม เหมาะกับการอัดเสียงและเล่นโน้ตเดี่ยวๆ ที่ต้องการความคมชัด
4. ทรง L-00 / Nick Lucas Body
ทรงบอดี้ขนาดเล็กที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Vintage Gibson ในยุค 1930s เด่นเรื่องความวินเทจ เสียงมีตัวตนสูง (Mid-range เด่น) ตัวบอดี้มักจะทำความลึกพิเศษ (Deep Body) เพื่อให้ได้เสียงเบสที่ใหญ่เกินตัว
5. ทรง Prairie State Body
ทรงขนาดใหญ่พิเศษที่ John Greven ได้รับแรงบันดาลใจมาจากช่างทำกีต้าร์ตำนานอย่าง Larson Brothers มีไหล่ที่กว้าง บอดี้ใหญ่ ให้เสียงที่ดัง ก้องกังวาน และมีมิติเสียงที่กว้างมาก
6. ทรง J / SJ (Jumbo / Small Jumbo)
ทรงที่พัฒนามาจาก Gibson J-45 หรือ J-200 ให้เสียงที่กว้าง หนา ทุ้ม เหมาะสำหรับคนที่ต้องการน้ำหนักเสียงที่แน่นและมีพลังในการสตรัมมิ่งหรือเล่น Dynamic หนักๆ
กีต้าร์ Greven มีกี่รุ่น (Models & Series) ?
การแบ่ง "รุ่น" ของ Greven จะไม่ได้แบ่งตามไลน์การผลิตเหมือนแบรนด์อุตสาหกรรมทั่วไป แต่จะแบ่งตาม ซีรีส์การออกแบบ (Design Series) และ รุ่นลายเซ็นต์ (Signature Models) ดังนี้ครับ:
1. Oshio Kotaro Signature Series
เป็นรุ่นที่สร้างขึ้นตามสเปกของมือกีต้าร์ชื่อดังชาวญี่ปุ่น Kotaro Oshio ซึ่งเป็นรุ่นที่ขายดีและเป็นที่ต้องการมากที่สุดในเอเชีย แบ่งออกเป็นรุ่นย่อยๆ เช่น:
- Oshio D: ทรง Dreadnought สเปกคัสตอม หัวกีต้าร์สไตล์ Greven
- Oshio F: ทรง F Body ยอดฮิตที่ให้เสียงบาลานซ์และตอบสนองการเกาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
- Oshio DC / FC: รุ่นที่เป็นทรง คัทอะเวย์ (Cutaway) เพื่อการเล่นเฟรตลึกๆ
2. Vintage Series (The Vintage Models)
รุ่นที่สร้างขึ้นเพื่อย้อนรอยกีต้าร์วินเทจยุค Golden Era (1930s-1940s) โดยช่าง John ได้คัดสรรไม้ที่มีอายุเก่าแก่และใช้เทคนิคการสร้างแบบโบราณ เช่น:
- Vintage Herringbone D-28 / OOO-28: โมเดลสไตล์ Martin ยุคพรีวอร์
- Vintage J-45 / L-00: โมเดลสไตล์ Gibson ยุคโบราณที่ให้เสียงอุ่น นุ่มนวล
3. White Lady Series
รุ่นที่เป็นงานศิลปะชั้นสูงของ Greven จุดเด่นคือการฝังมุก (Inlay) รูป "White Lady" หรือหญิงสาวอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ที่หัวกีต้าร์ (Headstock) และฟิงเกอร์บอร์ด มักจัดอยู่ในกลุ่มกีต้าร์คัสตอมราคาสูงสำหรับนักสะสม
4. Japan Series (Greven Japan)
เนื่องจากกีต้าร์ที่ John Greven ทำเองด้วยมือ (Luthier Made in USA) มีจำนวนจำกัดมากและราคาสูง จึงมีการจับมือกับช่างและโรงงานคุณภาพสูงในประเทศญี่ปุ่น (เช่นคุณภาพระดับ Terada หรือ Morris) ผลิต Greven Japan ขึ้นมาโดยอยู่ภายใต้การควบคุมสเปกและมาตรฐานของ John Greven เพื่อให้ผู้เล่นสามารถเข้าถึงกีต้าร์ Greven ได้ง่ายขึ้นในราคาที่จับต้องได้มากกว่า
สรุป: ทำไม Greven ถึงเป็นกีต้าร์ระดับไฮเอนด์ที่ทรงคุณค่า?
หากสรุปโดยรวม Greven มีทรงหลักๆ ประมาณ 5-6 ทรง (โดยมีทรง F และ D เป็นทรงสร้างชื่อ) และมีรุ่นที่แบ่งตามซีรีส์วินเทจ, รุ่น Signature (Oshio), งานคัสตอมพิเศษ (White Lady) รวมถึงรุ่น Greven Japan
เสน่ห์ของกีต้าร์ Greven ไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามของการประกอบเท่านั้น แต่คือ "เสียงที่มีชีวิต" (Vintage Tone & Resonance) และการเลือกใช้ไม้หน้าคุณภาพสูงอย่าง Lutz Spruce หรือ Adi Spruce ประกอบกับประสบการณ์มากกว่า 50 ปีของ John Greven ทำให้กีต้าร์ทุกตัวที่ออกจากขอบโต๊ะทำงานของเขา กลายเป็นงานศิลปะที่นักดนตรีทั่วโลกต่างอยากครอบครอง