ประวัติ Jon Gomm: อัจฉริยะ Fingerstyle ผู้เปลี่ยนกีตาร์โปร่งให้เป็นวงออร์เคสตรา
ข้อมูลสังเขป (Quick Facts)
- ชื่อจริง: Jon Gomm (จอน กอมม์)
- วันเกิด: 11 กรกฎาคม ค.ศ. 1977
- สถานที่เกิด: เมืองแบล็กพูล (Blackpool) ประเทศอังกฤษ
- แนวเพลง: Acoustic Fingerstyle, Percussive Fingerstyle, Progressive Folk
- ทักษะโดดเด่น: Percussive Guitar, Tuning Peg Bending, Singer-Songwriter
หากพูดถึงวงการกีตาร์โปร่งสาย Modern Fingerstyle ชื่อของ Jon Gomm จะต้องเป็นหนึ่งในชื่อแรกๆ ที่ผู้คนนึกถึง เขาคือนักดนตรีและนักแต่งเพลงชาวอังกฤษผู้ปฏิวัติการเล่นกีตาร์โปร่งด้วยเทคนิคการเคาะ (Percussive) การบิดลูกบิดเปลี่ยนคีย์ขณะเล่น และการใช้กีตาร์เพียงตัวเดียวสร้างเสียงประสาน เบส กลอง และเสียงร้อง จนทำให้เกิดมิติทางดนตรีที่น่าอัศจรรย์
จุดเริ่มต้นและวัยเด็ก
Jon Gomm เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1977 ในเมืองแบล็กพูล ประเทศอังกฤษ ดนตรีฝังอยู่ใน DNA ของเขามาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากพ่อของเขาเป็นนักวิจารณ์ดนตรี ทำให้บ้านของเขาเต็มไปด้วยแผ่นเสียงและมือกีตาร์สายบลูส์ระดับตำนานที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยือน
Jon เริ่มเล่นอูคูเลเล่ตั้งแต่อายุเพียง 2 ขวบ ก่อนจะขยับมาเล่นกีตาร์สายไนลอนในวัย 4 ขวบ และเริ่มแต่งเพลงของตัวเองตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ในช่วงวัยรุ่น เขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากดนตรีบลูส์, ร็อค, เฮฟวีเมทัล และเฮปฮอป ซึ่งต่อมากลายเป็นรากฐานสำคัญในจังหวะการตีและการสร้างสรรค์เพลงของเขา
การศึกษาและการพัฒนาเทคนิคเฉพาะตัว
หลังจบมัธยม Jon ย้ายไปลอนดอนเพื่อเข้าเรียนที่ The Guitar Institute ในช่วงเวลานี้เองที่เขาเริ่มเล่นดนตรีตามผับบาร์เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ และต่อมาได้ย้ายไปศึกษาต่อด้าน Jazz Music ที่ Leeds College of Music
ด้วยความที่เขาต้องแสดงดนตรีคนเดียวโดยไม่มีวงดนตรีสำรอง Jon จึงเริ่มคิดค้นเทคนิคการเล่นกีตาร์โปร่งเพื่อทดแทนเครื่องดนตรีชิ้นอื่น เขาเริ่ม:
- ใช้บอร์ดี้กีตาร์เป็นกลอง: ตบ เคาะ และตีส่วนต่างๆ ของตัวบอร์ดี้เพื่อให้ได้เสียง Snare, Kick Drum และ Hi-hat
- Tapping & Harmonics: ใช้นิ้วเคาะลงบนเฟรต และเล่นเสียงฮาร์โมนิกส์พร้อมกันหลายสาย
- Tuning Peg Bending: หมุนลูกบิดกีตาร์ขึ้น-ลงขณะที่สายกำลังกังวาน เพื่อเปลี่ยนระดับเสียง (Pitch Bend) สร้างเสียงที่คล้ายกับกีตาร์ไร้เฟรตหรือซินธิไซเซอร์
ปรากฏการณ์ "Passionflower" และการเปลี่ยนชีวิต
แม้ว่า Jon Gomm จะมีอัลบั้มแรก Hyde Park ในปี 2003 และอัลบั้มที่สอง Don't Panic ในปี 2009 แต่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาเกิดขึ้นในปี 2012
Jon ได้ปล่อยมิวสิควิดีโอเพลง "Passionflower" ลงบน YouTube ซึ่งเป็นบทเพลงที่ถ่ายทอดเทคนิคการเล่นสุดพิสดารแต่เปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึก วิดีโอนี้กลายเป็นกระแส ไวรัล (Viral) อย่างรวดเร็ว หลังจากที่ Stephen Fry พิธีกรและนักแสดงชื่อดังชาวอังกฤษ ได้ทวีตข้อความชื่นชมว่า "นี่คือความอัจฉริยะที่แท้จริง"
"I do not know how he does this. Genius." — Stephen Fry พูดถึง Jon Gomm
หลังจากนั้น ยอดวิวของวิดีโอก็พุ่งสูงถึงหลายล้านวิวในเวลาเพียงไม่กี่วัน ตามด้วยคำชื่นชมจากศิลปินระดับโลกอย่าง Kanye West และ David Leitch ส่งผลให้ชื่อของ Jon Gomm ก้าวขึ้นสู่การเป็นศิลปินระดับนานาชาติทันที เขาเริ่มออกทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกและได้รับเชิญไปเล่นในเทศกาลดนตรีสำคัญมากมาย
วิถีศิลปินอิสระ และ Signature Guitar
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Jon Gomm เป็นที่เคารพในวงการดนตรีคือจิตวิญญาณแบบ DIY (Do It Yourself) เขาปฏิเสธข้อเสนอจากค่ายเพลงใหญ่หลายแห่ง และเลือกที่จะเป็นศิลปินอิสระ ทำงานเพลง บริหารจัดการทัวร์ และสื่อสารกับแฟนเพลงด้วยตัวเอง
ในด้านอุปกรณ์ Jon ใช้กีตาร์คู่ใจแบรนด์ Lowden (รุ่นสั่งทำพิเศษชื่อ 'O25c' หรือที่เขาตั้งชื่อว่า Wilma) มายาวนานหลายปี แต่ในเวลาต่อมา ยี่ห้อระดับโลกอย่าง **Ibanez** ได้ชวนเขามาร่วมพัฒนากีตาร์รุ่น Signature จนออกมาเป็นรุ่น **Ibanez JGM10 และ JGM11** ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการเล่นสาย Percussive Fingerstyle โดยเฉพาะ ทั้งในเรื่องของโครงสร้าง ไม้ และระบบภาคไฟฟ้าที่ซับซ้อน
ผลงานอัลบั้มหลัก
- Hyde Park (2003): อัลบั้มเปิดตัวที่เริ่มเห็นเค้าลางของเทคนิคการเล่นเฉพาะตัว
- Don't Panic (2009): อัลบั้มที่รวบรวมเพลงฟังสนุกและเทคนิคที่จัดจ้านขึ้น
- Secrets Nobody Keeps (2013): อัลบั้มต่อยอดความสำเร็จจากเพลง Passionflower
- The Faintest Idea (2020): อัลบั้มที่ร่วมงานกับค่าย Kscope เน้นความดนตรีที่ลึกซึ้ง บรรยากาศนุ่มลึก และการใช้เทคโนโลยีด้านเสียงที่พิถีพิถัน
บทสรุปและอิทธิพลต่อวงการดนตรี
Jon Gomm ไม่ได้เป็นเพียงแค่มือกีตาร์ที่มีเทคนิคแพรวพราว แต่เขาคือ **"นักเล่าเรื่องผ่านเสียงดนตรี"** ที่ใช้กีตาร์โปร่งเป็นสื่อกลาง เทคนิคอันซับซ้อนของเขาไม่ได้ทำเพื่ออวดความสามารถ แต่ทำเพื่อรับใช้บทเพลงและอารมณ์ที่เขากำลังถ่ายทอด
ปัจจุบัน Jon Gomm ยังคงสร้างสรรค์ผลงาน สอนดนตรี และเป็นแรงบันดาลใจให้กับมือกีตาร์รุ่นใหม่ทั่วโลกที่ต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ของกีตาร์โปร่ง